สารบัญ
Toggleเลสิก - LASIK
หมอเชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “เลสิก” แม้จะยังไม่แน่ใจว่าคืออะไร รู้เพียงว่าเป็นการผ่าตัดที่ช่วยให้มองเห็นชัดขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งแว่นหรือคอนแทคเลนส์ แต่ในความเป็นจริง เลสิกไม่ได้เหมาะกับทุกคน บทความนี้จะพาไปรู้จักว่าเลสิกคืออะไร เหมาะกับใคร และมีเรื่องอะไรที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจเข้ารับการตรวจประเมิน
เลสิกคืออะไร
เลสิกเป็นการผ่าตัดแก้ไขค่าสายตาที่ได้รับความนิยมแพร่หลายที่สุดในปัจจุบัน ช่วยแก้ปัญหาเรื่องค่าสายตาผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นสายตาสั้น สายตายาว และสายตาเอียง โดยมีเป้าหมายเพื่อให้มองเห็นได้ชัดเจนขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งแว่นหรือคอนแทคเลนส์
คำว่าเลสิก เป็นคำทับศัพท์มาจากภาษาอังกฤษว่า LASIK ซึ่งเป็นตัวย่อมาจากคำเต็มภาษาอังกฤษว่า Laser in Situ Keratomileusis
หลักการของ LASIK คือการใช้เลเซอร์ปรับความโค้งของกระจกตา ซึ่งเป็นโครงสร้างของดวงตาส่วนแรกที่แสงผ่านเข้าสู่ภายใน เมื่อความโค้งของกระจกตาเปลี่ยนไป แสงก็จะกลับมาโฟกัสที่จอประสาทตาได้พอดี ทำให้การมองเห็นคมชัดขึ้น
เลสิกนั้น เป็นชื่อการผ่าตัดแก้ไขสายตาวิธีหนึ่ง (นั่นหมายความว่า วิธีผ่าตัดมีหลายวิธี) ประกอบด้วย 2 ขั้นตอน
- แยกชั้นผิวกระจกตาส่วนหน้าบางส่วน (Corneal flap) เพื่อให้เข้าถึงชั้นเนื้อกระจกตา
- ใช้เลเซอร์ Excimer ซึ่งเป็นเลเซอร์เย็น ปรับความโค้งของกระจกตาตามค่าสายตาของแต่ละคน
ในผู้ที่มีสายตาสั้น กระจกตาจะถูกปรับให้แบนลง ส่วนผู้ที่มีสายตายาวแต่กำเนิด จะปรับความโค้งในลักษณะที่แตกต่างออกไปเพื่อให้แสงกลับมาโฟกัสได้ถูกตำแหน่ง
เลสิกได้รับการพัฒนามาต่อเนื่องมากกว่า 30 ปี และได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกา (US FDA) ตั้งแต่ปี คศ. 1999 ตลอดเวลาที่ผ่านมา เทคโนโลยีของเลเซอร์ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้การรักษาปัจจุบันมีความปลอดภัยและแม่นยำมากขึ้น จากการศึกษาจำนวนมาก พบว่าผู้เข้ารับการรักษาส่วนใหญ่มีความพึงพอใจกับผลการรักษา โดยรายงานความพึงพอใจมากกว่า 95% ในผู้ที่ได้รับการคัดเลือกอย่างเหมาะสม
เลสิกเหมาะกับใคร
หลังจากรู้จักว่าเลสิกคืออะไร คำถามต่อมาที่หลายคนสงสัยคือ “แล้วเราทำได้หรือเปล่า”
เลสิกเหมาะคนที่มีปัญหาค่าสายตาผิดปกติ และไม่ต้องการใช้แว่นหรือคอนแทคเลนส์เป็นประจำ
ไม่ว่าจะเป็นปัญหาจากการใส่แว่น เช่น แว่นหนัก ไม่สะดวก ใส่แล้วเวียนหัว หรือเป็นข้อจำกัดด้านอาชีพที่ห้ามใส่แว่น
หรือคนที่ใส่คอนแทคเลนส์แล้วตาแห้ง มีอาการไม่สบายตา หรือเคยมีการอักเสบติดเชื้อ ทำให้ไม่อยากใส่อีกต่อไป
สำหรับคนที่ใส่แว่นหรือคอนแทคเลนส์ได้ ไม่มีปัญหา มักไม่ได้สนใจเลสิกมากนักจนมีเหตุการณ์มากระตุ้น
คุณสมบัติเบื้องต้นของผู้ที่เหมาะกับเลสิก
- อายุ 18 ปีขึ้นไป และไม่เกิน 45 ปี
- แม้เกณฑ์ทั่วไปจะเริ่มที่อายุ 18 ปี แต่หมอมักแนะนำให้รอจนประมาณอายุ 21 ปี เพราะค่าสายตามีโอกาสคงที่มากกว่า
- ค่าสายตานิ่ง เปลี่ยนไม่เกิน 0.50 ไดออปเตอร์ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา
- มีค่าสายตาอยู่ในช่วงที่สามารถรักษาได้ (สำหรับสายตาสั้น ตั้งแต่ -1.0 ถึง -10.0 diopters)
- ไม่อยู่ระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
- โรคบางชนิด เช่น โรคภูมิคุ้มกันบางกลุ่ม หรือเบาหวานที่ควบคุมได้ไม่ดี
- ไม่มีโรคตาที่เป็นข้อห้าม เช่น กระจกตาโก่ง แผลเป็นกระจกตา ต้อกระจก ต้อหิน หรือการอักเสบภายในลูกตา
ภาวะที่อาจไม่เหมาะกับเลสิก
แม้จะไม่ใช่ข้อห้ามแบบเด็ดขาด แต่บางภาวะอาจต้องรักษาหรือประเมินเพิ่มเติมก่อน เช่น
- ตาแห้งรุนแรง
- มีการอักเสบหรือติดเชื้อบริเวณดวงตา
- เคยมีกระจกตาอักเสบจากเชื้อเริม
- มีตาข้างเดียวที่ใช้งานได้ดี (ตาบอดหนึ่งข้าง)
- มีตาขี้เกียจ
หลายคนคิดว่าการทำเลสิกขึ้นอยู่กับค่าสายตาเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่สำคัญกว่าคือผลการตรวจสุขภาพตาโดยละเอียด เพราะคนที่มีค่าสายตาเท่ากัน อาจเหมาะกับการรักษาคนละวิธีก็ได้
Fact – เลสิกช่วยแก้ค่าสายตา ไม่ได้รักษาโรคตาอื่น
หากการมองเห็นลดลงจากต้อกระจก ต้อหิน หรือโรคจอประสาทตา การทำเลสิกจะไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ เพราะแต่ละโรคมีแนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน
หลักคิดง่ายๆคือ เลสิกมีไว้ทดแทนแว่นหรือคอนแทคเลนส์ ในคนที่สุขภาพตาโดยรวมปกติ โรคตาอื่นนอกเหนือจากนี้ เลสิกไม่ได้เป็นคำตอบ
รู้ได้ยังไงว่าเราทำเลสิกได้หรือเปล่า
จะตอบคำถามนี้ได้ ต้องผ่านการตรวจเช็คสภาพตา ผ่านการตรวจประเมินผ่าตัดแก้ไขสายตา
คนไข้หลายคนสงสัยว่า หมอจะรู้ได้ยังไงว่าเราทำเลสิกได้ไหม บางคนพลางกังวลไปก่อนว่าตัวเองจะทำไม่ได้ หมอบอกเลยว่า ไม่ต้องคิดมาก เอาตามาให้หมอตรวจ ภายในวันนั้น ได้รู้คำตอบแล้ว
ขั้นตอนการตรวจประเมิน
- ตรวจเช็คความแข็งแรงของกระจกตา ด้วยเครื่องมือความโค้งและพื้นผิวกระจกตา (Corneal Tomography)
การตรวจหัวใจสำคัญของเลสิก เพื่อคัดกรองโรคกระจกตาโก่ง รวมถึงวางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับดวงตาแต่ละคน
- วัดความดันลูกตา (Intraocular Pressure Measurement)
ใช้คัดกรองภาวะความดันลูกตาสูงและโรคต้อหิน รวมทั้งเป็นข้อมูลพื้นฐานก่อนการผ่าตัด
- วัดค่าสายตาก่อนและหลังขยายม่านตา
เพื่อหาค่าสายตาที่แท้จริง และประเมินความนิ่งของค่าสายตา ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผนการรักษา
- ตรวจสภาพผิวกระจกตาและประเมินภาวะตาแห้ง
ประเมินภาวะตาแห้ง และโรคของกระจกตาที่อาจมีผลต่อผลการรักษา
- ตรวจโรคตาอื่นที่อาจมีผลต่อการผ่าตัด
เช่น กระจกตาโก่ง ต้อหิน ต้อกระจก จอประสาทตาบาง หรือรอยฉีกขาดของจอประสาทตา รวมถึงความผิดปกติอื่น ๆ ที่อาจต้องรักษาก่อนการผ่าตัดแก้ไขสายตา
หลังจากตรวจทั้งหมดแล้ว จักษุแพทย์จะอธิบายผลการตรวจ พร้อมแนะนำวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับดวงตาของแต่ละคน ซึ่งอาจจะเป็นการทำเลสิก หรือเลือกวิธีผ่าตัดชนิดอื่น หรือแนะนำไม่ผ่าตัด ก็เป็นได้
เห็นรายการตรวจประเมินสภาพตาละเอียด โดยทั่วไปละเอียดกว่าการตรวจสุขภาพตาประจำปี รวมเวลาขยายม่านตาใช้เวลาประมาณ 1.5-2 ชั่วโมงในการตรวจประเมิน
การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจประเมิน
เพื่อให้ผลการตรวจแม่นยำ การเตรียมสภาพตา จึงเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญ หมอมีคำแนะนำให้คนที่วางแผนนัดตรวจประเมินดังนี้
หากปกติใส่แว่นอยู่แล้ว โดยทั่วไปไม่ต้องเตรียมตัวเป็นพิเศษ สามารถนัดเข้ารับการตรวจได้เลย แต่สำหรับผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์หรือรับประทานยาบางชนิด ควรเตรียมตัวดังนี้
- หยุดใส่คอนแทคเลนส์ก่อนมาตรวจอย่างน้อย 7 วัน
ยิ่งหยุดใส่คอนแทคเลนส์ได้นานเท่าไรยิ่งดี เพราะกระจกตาจะมีเวลาคืนสู่รูปร่างตามธรรมชาติ
ในผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์เป็นเวลานาน ความโค้งของกระจกตาอาจเปลี่ยนแปลงจากแรงกดของคอนแทคเลนส์ รวมถึงผิวตามีรอยถลอกเล็กๆได้ ส่งผลให้ประเมินไม่ผ่านได้
- แจ้งยาที่ใช้อยู่เป็นประจำ
หากรับประทานยารักษาสิวในกลุ่มวิตามินเอ เช่น Roaccutane ควรหยุดยาก่อนอย่างน้อย 1 เดือน เนื่องจากยากลุ่มนี้อาจทำให้ตาแห้ง และส่งผลต่อการประเมินก่อนผ่าตัด
หากมียาประจำตัวหรือโรคประจำตัวอื่น โดยเฉพาะกลุ่มยานอนหลับ คลายเครียด ควรแจ้งให้จักษุแพทย์ทราบทุกครั้ง เพื่อประกอบการวางแผนการรักษา
- หยอดน้ำตาเทียมชนิดไม่มีสารกันเสีย
หากมีอาการตาแห้งหรือใส่คอนแทคเลนส์เป็นประจำ การหยอดน้ำตาเทียมชนิดไม่มีสารกันเสียก่อนมาตรวจ จะช่วยให้ผลการประเมินแม่นยำขึ้น
แนะนำให้หยอดอย่างน้อยวันละ 4 ครั้งก่อนมาตรวจ โดยเฉพาะผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์เป็นประจำหรือมีอาการไม่สบายตา หรือเคยได้วินิจฉัยว่าเป็นตาแห้ง โดยน้ำตาเทียมชนิดนี้ หยอดได้ในขณะที่ใส่คอนแทคเลนส์
หากอยากรู้ว่าดวงตาของคุณเหมาะกับการรักษาวิธีใด การตรวจประเมินกับจักษุแพทย์จะช่วยให้เห็นทางเลือกที่เหมาะกับคุณมากที่สุด
เลสิกมีกี่แบบ ได้ยินหลายชื่อ ต่างกันยังไง
หลายคนค้นหาข้อมูลแล้วเจอทั้ง LASIK, Femto LASIK, PRK และ ReLEx จนสงสัยว่าตกลงเลสิกมีกี่แบบกันแน่ หากพูดเฉพาะเลสิกจริงๆ มี 2 วิธี โดยความแตกต่างอยู่ที่ ขั้นตอนการแยกชั้นกระจกตา (Corneal flap)
- เลสิกปกติ (MK-LASIK หรือ SBK LASIK)ใช้เครื่องใบมีดขนาดเล็ก (Microkeratome แยกชั้นกระจกตา)
- เฟมโตเลสิก (Femto LASIK)ใช้ Femtosecond laser แยกชั้นกระจกตา
หลังจากแยกชั้นกระจกตาแล้ว ทั้งสองวิธีจะใช้ Excimer laser ชนิดเดียวกันในการปรับความโค้งของกระจกตาเพื่อแก้ไขค่าสายตา
หลายคนใช้คำว่า “เลสิก” เรียกรวมการผ่าตัดแก้ไขสายตาทุกชนิด ทั้งที่จริงแล้ว LASIK เป็นเพียงหนึ่งในหลายเทคนิค คล้ายกับที่บางคนเรียกเครื่องถ่ายเอกสารทุกเครื่องว่า “ซีร็อกซ์” แม้ว่าจะเป็นคนละยี่ห้อก็ตาม
เลสิกปกติ
Microkeratome LASIK เป็น LASIK รุ่นแรกที่พัฒนาขึ้น โดยใช้ microkeratome ในการแยกชั้นกระจกตา ถ้าแปลชื่อการผ่าตัดออกมาตรงๆ จะเป็นคำว่า เลสิกใบมีดขนาดเล็ก
หลายคนได้ยินคำว่า “เลสิกใบมีด” แล้วรู้สึกกังวล แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้หมายความว่าหมอใช้มีดกรีดกระจกตาด้วยมือ เป็นเครื่องมือที่มีความแม่นยำปลอดภัยสูงในคนไข้ที่เหมาะสม มีข้อจำกัดในคนไข้ที่ตาเล็ก เปิดตาได้แคบ เนื่องจากเครื่องมือใช้พื้นที่ทำงานระหว่างผ่าตัดมาก
เฟมโตเลสิก
Femto LASIK เป็นการพัฒนาต่อของ LASIK โดยใช้ Femtosecond laser แยกชั้นกระจกตาแทนการใช้ใบมีด
Femto LASIK หลักการ Photodisruption ช่วยให้การแยกชั้นกระจกตามีความแม่นยำและสม่ำเสมอมากขึ้น จึงทำให้สามารถใช้ได้ในดวงตาที่มีข้อจำกัดบางอย่าง เช่น คนไข้มีความหนากระจกตาค่อนข้างบาง หรือมีกระจกตาโค้งหรือแบนกว่าปกติ สายตาเอียงมาก หรือในคนที่เปิดตาได้แคบ เป็นต้น
เลือกวิธีในใจได้แล้ว แล้วเลือกจักษุแพทย์และศูนย์ผ่าตัดที่เหมาะสมยังไงดี
ทำเลสิกแล้วเห็นชัดเมื่อไหร่ พักฟื้นนานแค่ไหน
หลายคนกังวลว่าหลังผ่าตัดจะต้องพักฟื้นนานแค่ไหน จะกลับไปทำงานได้เมื่อไร
ในความเป็นจริง จุดเด่นอย่างหนึ่งของเลสิกคือ การพักฟื้นที่ค่อนข้างเร็ว แม้จะไม่ได้เร็วแบบทำเสร็จแล้ว มองเห็นได้ชัดทันที แต่ด้วยระยะเวลา 1 คืน คนไข้ส่วนใหญ่กลับมามองเห็นได้ชัดระดับที่ใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติ
ในวงการจักษุแพทย์มีคำเรียกว่า “Wow effect” คือความรู้สึก “ว้าว” ของคนไข้ที่ตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้น แล้วมองเห็นได้ชัดโดยไม่ต้องหยิบแว่นขึ้นมาใส่
หากให้คนไข้ประเมินด้วยความรู้สึกของตัวเอง หลายคนมักบอกว่า “เห็นชัดประมาณ 80%” ตั้งแต่วันรุ่งขึ้น ก่อนที่การมองเห็นจะค่อย ๆ คงที่มากขึ้นในช่วง 1–2 สัปดาห์แรก
ในช่วง 1 สัปดาห์แรกหลังผ่าตัด ห้ามน้ำเข้าตา ทำให้คนไข้ใช้ชีวิต หรือทำกิจกรรมบางอย่างไม่สะดวกเพราะยังล้างหน้าไม่ได้ตามปกติ แต่สามารถใช้สายตา เช่น ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้ โดยอาจจะรู้สึกถึงอาการตาแห้งได้ในระยะแรก
ดังนั้น หมอตอบคนไข้ว่า “เห็นชัดเมื่อไหร่”
คำตอบสั้นๆที่หมอตอบคนไข้คือ 1 วันมองเห็น 1 สัปดาห์พักฟื้น
เลสิกมีความเสี่ยงหรือผลข้างเคียงอะไรบ้าง
แม้เลสิกเป็นการผ่าตัดที่มีความปลอดภัยและความแม่นยำสูง แต่เช่นเดียวกับการผ่าตัดทุกชนิด ยังคงมีความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่พบได้น้อย และหลายอย่างสามารถรักษาได้หากได้รับการดูแลตั้งแต่ระยะแรก
ความแตกต่างของผลข้างเคียง (side effect) และภาวะแทรกซ้อน (complication)
ผลข้างเคียง คือ สิ่งที่อาจพบได้ แม้ว่าในการผ่าตัดผ่านไปได้ด้วยดี ส่วนภาวะแทรกซ้อน คือความผิดปกติที่เกิดจากการผ่าตัด โดยทีมแพทย์พยายามป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น
ผลข้างเคียงของเลสิกที่อาจพบได้
1 ตาแห้ง (post LASIK dry eyes)
หลังทำเลสิก เส้นประสาทที่กระจกตาจะใช้เวลาฟื้นตัว ทำให้การสร้างน้ำตาลดลงชั่วคราว จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายคนมีอาการตาแห้งในช่วงแรก ดังนั้นแล้วตามสรีรวิทยา คนไข้จะมีตาแห้งขึ้นทุกคน
แต่การรับรู้ตาแห้งของแต่ละคนไม่เท่ากัน ทำให้บางคนไม่รู้สึกตาแห้งหลังทำเลสิก ในขณะที่บางคนรู้สึกมากกว่า นานกว่า
อาการตาแห้งจะเป็นรุนแรงใน 1-3 เดือนแรก มักจะดีขึ้นจนอยู่ในภาวะเท่าก่อนผ่าตัดที่ 6-12 เดือน
อาการตาแห้งมีได้ตั้งแต่ อาการระคายเคือง น้ำตาไหล ทำให้มองไม่ชัดเท่าที่ควร การรักษาเบื้องต้นคือ การหยอดน้ำตาเทียมชนิดไม่มีสารกันเสีย สำหรับคนส่วนใหญ่เพียงพอ
กรณีที่ตาแห้งเป็นมาก มีการรักษาด้วยน้ำตาเทียมชนิดเจล ยากระตุ้นน้ำตา การอุดท่อน้ำตา หรือให้ยาปรับภูมิ การทำสปาเปลือกตาขึ้นกับสาเหตุของตาแห้ง
ทั้งนี้ ตาแห้งไม่ได้เกิดจากการผ่าตัดเพียงอย่างเดียว ในชีวิตประจำวันมีปัจจัยสนับสนุนให้เกิดตาแห้งมากขึ้น เช่น การใช้หน้าจอ การทำงานในห้องแอร์ การใช้คอนแทคเลนส์ มีต่อมไขมันเปลือกตาอุดตัน รวมถึงผลข้างเคียงจากการรับประทานยาบางชนิด ดังนั้น ถ้าอาการตาแห้งเป็นมาก ตรวจหาสาเหตุอื่น และรักษาควบคู่ไปด้วย
2 อาการแสงแตกตอนกลางคืน (night vision complaint)
อีกสิ่งที่หลายคนกังวลคือ อาการแสงแตกตอนกลางคืน เช่นเห็นแสงเป็นแฉก (starburst) มีแสงฟุ้ง (glare) หรือวงแสงรอบดวงไฟ (halo)
อาการแสงแตกตอนกลางคืนอาจพบได้ในคนทั่วไป ไม่ว่าจะมีค่าสายตาปกติหรือผิดปกติ แต่ไม่ทันได้รับรู้ในชีวิตประจำวัน
การแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์ หลังผ่าตัด ความโค้งกระจกตาเปลี่ยนแปลงไป ตำแหน่งโฟกัสของแสงหลักรวมที่จอประสาทตาบริเวณจุดรับภาพชัด ทำให้มองเห็นได้ชัดเจน แต่มีแสงบางส่วนหักเหภายในลูกตาไม่สมบูรณ์
ในคนที่กังวลเรื่องแสงแตกตอนกลางคืน โดยเฉพาะคนที่ทำงานในห้องมืด หรือขับรถตอนกลางคืน อาจเข้ารับการประเมินละเอียดเพื่อประเมินความเสี่ยงเป็นราย เนื่องจากมีปัจจัยบางอย่างที่ส่งผลกับอาการแสงแตกตอนกลางคืนหลังผ่าตัด เช่น ขนาดรูม่านตาในที่มืดมีขนาดใหญ่ ค่าสายตาสูง
ภาวะแทรกซ้อนของเลสิก
ส่วนใหญ่พบได้น้อยมาก และหลายอย่างสามารถรักษาได้ หากได้รับการวินิจฉัยและดูแลตั้งแต่ระยะแรก การดูแลตัวเองหลังผ่าตัดและมาตรวจตามนัด จึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้
1 การติดเชื้อหลังผ่าตัด (Infectious Keratitis)
โอกาสเกิดการติดเชื้ออยู่ที่ประมาณ 1 ใน 3,000–5,000 ราย โดยส่วนใหญ่มักเกิดในช่วง 3–5 วันแรก หลังผ่าตัด
ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือการดูแลแผลหลังผ่าตัด เช่น น้ำเข้าตา หรือการสัมผัสแผลด้วยมือที่ไม่สะอาด
อาการที่ควรสังเกต ได้แก่ ตาแดงมากขึ้น มีขี้ตาผิดปกติ ปวดตา และการมองเห็นแย่ลง
หากเกิดการติดเชื้อ จำเป็นต้องรีบพบจักษุแพทย์เพื่อรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อ
2 ฝากระจกตาเคลื่อนหรือย่น (Flap Dislocation / Flap Striae)
ภาวะแทรกซ้อนนี้มักเกิดจากการขยี้ตา บีบตาแรง ๆ หรือเกิดอุบัติเหตุกระแทกดวงตาในช่วง 24–48 ชั่วโมงแรก หลังผ่าตัด
อาการคือ ตามัวลงทันทีหลังมีแรงกระแทก ร่วมกับอาการเคืองตา
หากพบตั้งแต่ระยะแรก สามารถรักษาได้โดยการจัดฝากระจกตาให้กลับเข้าที่
หลังผ่าตัดประมาณ 1 เดือน ฝากระจกตาจะติดแน่นขึ้น โอกาสเกิดภาวะนี้จะลดลงมาก เว้นแต่มีอุบัติเหตุรุนแรงที่ดวงตา
3 ค่าสายตาเหลือ (Residual Refractive Error)
หลังผ่าตัดผู้ป่วยส่วนน้อยอาจยังมีค่าสายตาเหลืออยู่ สาเหตุหลักเกิดจากการตอบสนองของกระจกตาและการหายของแผล ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละคน
โดยทั่วไปจะรอให้ค่าสายตานิ่งประมาณ 3 เดือน ก่อนพิจารณาการยิงเลเซอร์เพิ่มเติม (Enhancement)
สรุป คุณเหมาะกับเลสิกหรือไม่
หากคุณมีค่าสายตาผิดปกติ ไม่อยากพึ่งแว่นหรือคอนแทคเลนส์ และสุขภาพตาโดยรวมแข็งแรง เลสิกอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะกับคุณ
อย่างไรก็ตาม ความเหมาะสมไม่ได้ขึ้นอยู่กับค่าสายตาหรืออายุเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับผลการตรวจประเมินดวงตาโดยละเอียด เพราะคนไข้แต่ละคนมีโครงสร้างกระจกตาและสุขภาพตาที่แตกต่างกัน
หากยังไม่แน่ใจว่าตัวเองเหมาะกับเลสิกหรือไม่ การเข้ารับการตรวจประเมินกับจักษุแพทย์คือวิธีที่ดีที่สุดในการหาคำตอบ
หากต้องการเข้ารับการตรวจประเมินหรือปรึกษากับหมอยุ้ย คลิก
FAQs เกี่ยวกับ LASIK
อายุ 21-40 ปี
อายุน้อยกว่านี้ค่าสายตามักจะยังไม่นิ่ง และอายุมากกว่า 40 ปีมีสายตายาวตามวัยร่วมด้วย อย่างไรก็ตามปัจจุบันการทำเลสิกโปรแกรมสายตายาวได้รับความนิยมมากขึ้น
โรคประจำตัวกลุ่มภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือเบาหวานที่คุมได้ไม่ดี มักเป็นข้อห้าม เนื่องจากมีโอกาสที่การหายของแผลจะช้ากว่าปกติ โดยพิจารณาเป็นรายไป
กรณีที่ตาแห้งรุนแรง ไม่แนะนำให้ทำ LASIK จนกว่าจะรักษาตาแห้งให้ดีขึ้นก่อนผ่าตัด เนื่องจากหลังผ่าตัดจะมีตาแห้งเพิ่มมากขึ้น
โดยทั่วไป LASIK นับว่าเป็นการแก้ไขถาวร แต่ในคนไข้บางกลุ่มมีโอกาสสายตาสั้นถดถอยหรือที่หมอใช้คำว่า myopic regression (กลับมาสั้นใหม่) ได้แก่ คนไข้ที่สายตาสั้นเริ่มต้นมากกว่า 600 หรือสายตาเอียงมากกว่า 300 หรือกลุ่มสายตายาวแต่กำเนิด ในกลุ่มสายตาสั้นมีตัวเลขที่ใช้อธิบายคนไข้บ่อยๆจากงานวิจัยคือ ผ่านไป 10 สั้น 100 โดยยิ่งสายตาสั้นมากยิ่งมีโอกาสเกิดสายตาสั้นถดถอยมาก
แต่สาเหตุของการมีสายตาสั้นหลังทำ LASIK ไม่ได้มีเพียงสายตาสั้นถดถอย (myopic regression) เพียงอย่างเดียว ยังมีสาเหตุอื่น เช่น มีต้อกระจกตามวัย (จากอายุที่มากขึ้น อายุมากกว่า 50 ปี) กระจกตาโก่งหลังผ่าตัด (post-LASIK ectasia) หรือกรณีที่ทำ LASIK ตอนอายุน้อยแล้วค่าสายตายังไม่นิ่ง
ไม่เสมอไป อาจจะมีหรือไม่มีก็ได้
ที่หมอตอบแบบนี้เพราะการมองเห็นแสงแตกกระจายตอนกลางคืน (glare, halo, starburst ลองดูรูปได้) หรือทางการแพทย์เรียก higher order aberration สามารถพบได้ในคนทั่วไปประมาณ 15-20% โดยนับเป็นความผิดปกติกลุ่มเดียวกับสายตาสั้น ยาว เอียง (lower order aberration) ในปัจจุบันยังไม่สามารถแก้ไข higher order aberration ด้วยการผ่าตัดได้ มีเพียงแต่ไม่ทำให้เพิ่มมากขึ้นหลังผ่าตัด ดังนั้นแล้ว ในคนที่มีhigher order aberration อยู่แล้ว หลังผ่าตัดก็จะมีเท่าเดิม โดยในช่วงแรกอาจจะมีอาการเพิ่มมากขึ้นได้จากตาแห้งที่มีร่วมได้ โดยทั่วไปหลังผ่าตัดที่ 3 เดือนจะกลับสู่ภาวะปกติ
ในอดีต การยิงเลเซอร์ยังไม่พัฒนา ทำให้ตำแหน่งที่ยิงมีขนาดเล็ก และไม่มี blend zone (หรือ transition zone) ระหว่างส่วนของกระจกตาปกติและส่วนที่ถูกเจียรออก ทำให้กระจกตามีลักษณะเป็นสัน จึงเกิดแสงแตกกระจายตอนกลางคืนได้ในคนที่ทำ LASIK ยุคแรก ในปัจจุบัน software ของเครื่องได้พัฒนามากขึ้นจนการเกิดแสงแตกกระจายจากสาเหตุนี้แทบจะไม่เกิดขึ้น
อีกสาเหตุหนึ่งที่ได้ยินพูดถึงกันบ่อยๆคือขนาดของรูม่านตาในที่มืด (pupil size in low light condition) ซึ่งในตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัดว่าเกี่ยวข้องกับการเห็นแสงแตกกระจายตอนหลางคืนผิดปกติหรือไม่ ในกรณีที่มีขนาดรูม่านตาใหญ่และกังวลเรื่องนี้ อาจจะพิจารณาการทำ ICL แทน
ลองสังเกตตัวเองดูว่าตอนนี้มี glare, halo, starburst อยู่หรือเปล่า ถ้ามีอยู่แล้วแม้ว่าจะใส่แว่นที่ตรงค่าสายตาก็แปลว่าตัวเราเองมี higher order aberration อยู่ตั้งแต่แรกแล้วนั่นเอง
โดยปกติ LASIK ทำเพียงคนละครั้ง แต่ถ้ามีความจำเป็นต้องเติมเลเซอร์เนื่องจากมีค่าสายตาเหลือ หรือเกิดmyopic regression ที่ต้องการแก้ไข สามารถยิงเลเซอร์ซ้ำได้ โดยขั้นตอนการผ่าตัดจะยกฝากระจกตาที่ถูกเปิดไว้เดิม แล้วยิงเลเซอร์ ซึ่งการทำครั้งที่สองเรียก Enhancement
ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้ได้ หมอว่ามีความรู้มากพอที่จะตัดสินใจได้แล้วว่าจะไปทำหรือเปล่า และถ้าสนใจ สามารถนัดปรึกษาหมอได้ จะกรอกแบบฟอร์มด้านล่าง หรือทักมาใน chat ก็ได้
ความประทับใจของคนไข้

ทำมาสองปีแล้วนะ ยังชัดแจ๋วเหมือนวันแรก ลืมตามาเจอโลกสดใส รู้สึกขอบคุณพระเจ้าทุกวัน รู้สึกประทับใจมาก รู้เลยว่าหมอเป็นคนเก่ง ความรู้เยอะ เพราะ พูดเก่งมาก ถามอะไรตอบได้ของจริง ถือเป็นโชคดีมากที่ได้พบคุณหมอยุ้ย เพราะถามอะไรตอบได้ตลอด
คุณซารีน ทิพย์เวียง

ลาก่อนแว่นหนาๆ ลาแล้วคอนแทคเลนส์สายตา 8-9ร้อย เราไม่รู้หรอก ว่า full HD ของคนอื่นเป็นไง แต่ตอนนี้ โลกของเรามันสดใส ไม่มัวอีกต่อไปแล้วววววว 🤩เย่!!! แก มันดีมาก ตื่นมา ภาพชัดมาก ดีใจจนอยากไปตีลังกาหน้าเวทีหมอลำ 🤭
คุณแป้ง อรนุช

คุณหมอยุ้ยน่ารักมากๆ ใจดี และเป็นกันเองสุดๆ ทำให้ไม่กลัวเลย ขอบคุณหมอยุ้ยและทีมSuvarnabhum Lasik Center รพ จุฬารัตน์ 1 ที่ทำให้การทำเลสิควันนี้ผ่านไปได้ด้วยดี ตาลพร้อมใช้ตาคู่ใหม่อย่างแฮปปี้แล้วค่ะ
คุณตาล สุธาทิพย์

ตอนเช้ามา เปิดฝาครอบตา ทำความสะอาด หยอดยา แว๊บแรกมองตาตัวเองผ่านกระจก ดีใจมากเหมือนเกิดใหม่อ่ะ ชีวิตดีมากกก เลสิคไม่ได้น่ากลัวเลยสักนิด ขอบคุณคุณหมอและเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ดูแลพี่น้อย
คุณน้อย จิดาภา

ของขวัญเดือนเกิด สายตาชัดแบบHD ตามคุณหมอยุ้ยมาทำที่ ศูนย์เลสิค ลาดพร้าว คูณหมอน่ารักมากกกก ให้คำแนะนำดีมาก ตอนทำ ไม่รู้สึกเจ็บเลย ถ้าให้บอกความเจ็บที่เจ็บที่สุดคือตอนดึงกระดาษกาวออกจากหน้านี่แหละ
คุณโบ เสาวลักษณ์

ตื่นเช้ามาโอ้โหชัดเจน HD ไม่ต้องควานหาแว่นอีกต่อไป รู้งี้ไปทำตั้งนานแล้ว
คุณฟิล์ม วุฒินันท์

ทุกวันนี้ ใช้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะมาก มองอะไรชัดขึ้น ไม่ต้องหาซื้อคอนเทค หรือน้ำยาล้างคอนเทคอีกต่อไป Happy สุดๆ สิคะ แนะนำนะคะ
คุณรินทราย

ทำ Lasik ไม่เจ็บอย่างที่คิดนะ แนะนำคนที่กำลังมองหา มันดีต่อใจจริงๆ ❤️ ชัดระดับ Full HD+ จบการรีวิวฉบับย่อ By~วิศวกร
คุณเบียร์ อนิวัฒน์

ใครที่ยังกลัวการทำเลสิค อยากให้ทุกคนลองเปิดใจกับการทำเลสิกดู เพราะการมองเห็นโดยไม่ใส่แว่นตามันดีมากกกกกกกก เราว่ามันเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากๆอย่างนึงเลยน้า ขอบคุณตัวเองที่ตัดสินใจทำ
คุณนิ่ม กัลยารัตน์
สามารถอ่านรีวิวและประสบการณ์คนไข้เลสิคเพิ่มเติมได้ในเพจหมอยุ้ยเลสิค-เลนส์เสริม-ต้อกระจก
